|
|
บันทึก ณ วันที่ 14 ธ.ค. 52 เวลา 09:20:31 |
|
สัมภาษณ์
เทียบกับคู่แข่งรายอื่น สถานะการเงินและฐานลูกค้าอาจเป็นรอง แต่เรื่องความใจถึงและขยันสร้างสีสันใหม่ ๆ "ทรูมูฟ" ไม่เป็นรองใคร ดูได้จากความใจถึงในการคว้าสิทธิ์ทำตลาด "ไอโฟน"
คู่แข่งรายอื่นมองว่าไม่คุ้ม แต่กับ "ทรูมูฟ" การขาย "ไอโฟน" ได้มากกว่า "กำไร" จากการขายเครื่อง เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ "คอนเวอร์เจนซ์" พร้อมบริการ 3G (ทดลองบริการ)
มากกว่าสีสันการตลาดในช่วงปี่กลองของการเปิดประมูลไลเซนส์ 3G เริ่มต้นขึ้น "กลุ่มทรู" ยังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดประเด็นร้อนว่าด้วยความมั่นคงของชาติ
ที่สุดการประมูลก็ต้องเลื่อนออกไป (อีกครั้ง) แม้ไม่เกี่ยวกับการจุดพลุของกลุ่มทรูแต่อย่างใด
ที่เซอร์ไพรส์กว่า เป็นการกลับมาของเรื่องเก่า ซึ่งใหญ่และยากยิ่ง อย่างการแปรสัญญาสัมปทานมือถือ และการแก้ไขสัญญาในอดีตของค่ายมือถือ
ไม่มากก็น้อยย่อมส่งผลต่อธุรกิจ "กลุ่ม ทรู" มีมุมมองอย่างไร เตรียมตัววางแผนธุรกิจ และการลงทุนไว้อย่างไร "ศุภชัย เจียรวนนท์" มีคำตอบในบรรทัดถัดไป
- การทำตลาดไอโฟนถือว่าประสบความสำเร็จไหม
ในแง่ยอดขายเฉพาะของเราได้เป็น แสนเครื่อง รวมกับตลาดมืดอีกแสนก็ 2 แสน เป็นไปตามเป้า ถือว่าดี ในมุมของเรา ทำให้เราอัพเกรดตนเองได้ผล 2 ทาง ทางแรก คือการให้ความรู้กับตลาดเรื่องคอนเวอร์เจนซ์ อีกทาง คือ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรระดับโลก
ผมว่าเราได้มากกว่าที่เราคาดไว้ ได้ เรียนรู้ระบบการจัดการของแอปเปิล และการดูแลลูกค้า เรายังร้างลาการขายมือถือมานานทีเดียว การเข้ามาทำตลาดไอโฟน จึงทำให้ได้เรียนรู้การขายเครื่องด้วย
- คิดว่าไลเซนส์ 3G จะมาเมื่อไร
น่าจะเป็นกลางปีหน้า ถ้าไม่มีปัจจัยเรื่องการเมืองมาเกี่ยว
- การเมืองเกี่ยวกับ 3G
เกี่ยวเพราะเราจะเปิดเสรี แต่ไม่ยอมรับผลที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ถูก ถ้ากระทบ รัฐบาลต้องเข้ามาช่วย
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนการผูกขาดจากรัฐวิสาหกิจมาเป็น กทช. ทั่วโลกเป็นแบบนี้ ถ้ามีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเอกชนยินดีร่วมมือให้รัฐวิสาหกิจมีโอกาสปรับตัว
- การรื้อเรื่องแก้สัญญาในอดีตจะส่งผลต่อการประมูล 3G ไหม
คงไม่เกี่ยวกัน ในระหว่างนี้ เราก็ยังมีการโอนทรัพย์สินให้กับ กสทฯ ยังคงมีการขยายเน็ตเวิร์กต่อเนื่อง เรื่องกฎหมายก็เดินไป เรื่องโอเปอเรชั่นก็เดินไป ถ้าทำที่แก้ไว้ให้ถูกได้ก็ดี ถามว่าใครจะกล้าตัดสินใจ 3 ปีแล้วก็ยังไปไม่ถึงไหน
- มองภาพรวมเศรษฐกิจปีหน้าอย่างไร
ปีหน้ามีบับเบิล 2 ตัวที่ต้องดูให้ดี อันแรกคือเงินเฟ้อ ถ้าคุมไม่ได้ คนจะรู้สึกว่า ที่ฝากเงินมูลค่าติดลบ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ในอเมริกาในยุโรป เป็นปัญหาที่น่าจะเห็นในไตรมาส 1 อีกตัวคือกรณีดูไบ ซึ่งเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
แต่โดยรวมแล้ว ถ้าจัดการได้ดีก็ไม่น่าเป็นปัญหากับเอเชีย ทั่วโลกหวังว่าเอเชียจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไป โดยเฉพาะจีน
ผมเชื่อว่าจีนยังโตอย่างยั่งยืนได้ สำหรับเมืองไทย ถ้าเราสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้ แหล่งทุนจะมาเมืองไทยอีกเยอะ
เราต้องจัดการตัวเราให้ดี ต้องดูด้วยว่าจะมีบทบาทในการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและอินเดียอย่างไร เพื่อดึงให้เราโตขึ้น ซึ่งอยู่ที่รัฐบาล ในแง่การสร้างผลผลิต การสร้างสาธารณูปโภค และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี แม้การเติบโตของเอเชียด้วยกันจะช่วยดึงเราขึ้นได้ แต่ก็ไม่เท่าการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้สูงขึ้น ดังนั้นภาครัฐและเอกชนต้องทำหน้าที่ร่วมกัน
ผมเชื่อว่าเอกชนไทยเข้มแข็งพอ น่าจะใช้เอกชนไทยขับเคลื่อนประเทศไทยได้
- ในธุรกิจสื่อสาร
ถ้าเศรษฐกิจฟื้น โทรคมนาคมก็จะขยับตาม แต่อยากเห็นเร็วกว่านี้ เพราะสื่อสารเป็นพื้นฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การถ่ายเทของข้อมูลความรู้ควรเกิดขึ้นได้เร็วกว่านี้ ซึ่งจะมีอะไรให้ทำอีกเยอะมาก ทำอย่างไรให้บรอดแบนด์เข้าถึงทุกครัวเรือน ถ้าเร่งได้จะเป็นตัวทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจสังคมไทยไปได้ไกลและเร็วกว่านี้มาก
- ความสามารถของทรูในการรับมือการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจ
ทรูมีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้วในแง่โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องลงทุนต่อก็คือมือถือทั้ง 2G และ 3G อีกอันคือธุรกิจ คอนเทนต์และแอปพลิเคชั่น เป็นซอฟต์ไซต์ บิสซิเนส ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สังคมได้มาก
- การลงทุนในปีหน้า
ถ้าไม่มี 3G โดยปกติ ทั้งกลุ่มเราลงทุนประมาณ 8 พันล้านบาท ครึ่งหนึ่งเป็นมือถือ ซึ่งคาดว่ายังคงอยู่ในระดับประมาณนี้ ถ้ามี 3G คงต้องเพิ่มเข้าไปอีกปีละ 5 พันล้านบาท
- เงินลงทุนพร้อม
ถ้ามี 3G บริษัทก็อยู่ในระดับที่ระดมทุนได้ ซึ่งทำได้หลายทาง ทั้งการหาสแตรทิจิกพาร์ตเนอร์ในทรูมูฟ หรือนำทรูมูฟเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น การเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ซึ่งจะไม่ใช่เฉพาะซี.พี.
ความสามารถในการประมูลเรามีอยู่แล้ว แต่การลงทุนติดตั้งโครงข่ายต้องการเงินเพิ่ม ซึ่งต้องเพิ่มทุน หรือว่ากู้เงินเพิ่ม ซึ่งมีทั้งกู้ธนาคาร หรือเวนเดอร์ไฟแนนซิ่ง
- เทียบกับคู่แข่งลงไปกับคอนเทนต์เยอะมาก คุ้มไหม
ก็คุ้มค่า เราลงไปมากจริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นผลในทันที ถ้าดูประวัติของไมโครซอฟท์ กูเกิล หรือยาฮู ทำคอนเทนต์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี จึงเกิดดอกออกผลเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต สิ่งที่เราหวังไว้มากคือจะสามารถส่งออกทั้งแอปพลิเคชั่นและคอนเทนต์ไปตลาดต่างประเทศได้
- สัดส่วนรายได้จากคอนเทนต์
คงค่อยเป็นค่อยไป ทุกวันนี้ในแง่น็อน วอยซ์ ในกลุ่มทรูมีสัดส่วนรายได้เกือบ 20% ถ้ารวมทรูวิชั่นส์ด้วยน่าจะสัก 30-35% หรือ 1 ใน 3 เชื่อว่าแนวโน้มจะโตไปทางน็อน วอยซ์มากขึ้น ภายในไม่เกิน 3 ปี คงเกิน 50%
- แนวโน้มการแข่งขันในปีหน้า
ถ้าไม่มี 3G มือถือก็คงไม่มีอะไรน่า ตื่นเต้น บริการด้านเสียงบ้านเราถูกที่สุดในโลกอยู่แล้ว การแขงขันคงจะแข่งกันที่คุณภาพและนวัตกรรมใหม่ แต่ถ้ามี 3G จะช่วยประเทศในแง่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งเรายังขาดแคลนอยู่มาก ไม่มี 3G อุตสาห กรรมนี้ก็คงไม่โตเท่าไร หรือไม่โตเลย
ในยุโรป 3G อาจเป็นแค่มือถือ เป็นทางเลือกที่ 2 ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับประเทศไทยไม่ใช่แค่มือถือ คือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ถ้ารัฐบาลสนับสนุนคอมพิวเตอร์ มีโน้ตบุ๊กราคาถูกด้วยก็จะยิ่งไปเร็วขึ้นอีก ภายใน 3 ปี จากนี้ 4G ก็จะเกิดแล้ว ซึ่งจะพลิกอุตสาหกรรมในแง่คอนเทนต์ไปอย่างคาดไม่ถึง การใช้แบนด์วิดท์จะโตเป็นทวีคูณ
- ไม่รอลงทุน 4G ไปเลย
ถ้ารอ 4G ก็ต้องรออีก 3-4 ปี 3-4 หรือ 5 ปีที่หายไป ถามว่าสูญเสียมากไหม มากแน่ เพราะในโลกยุคนี้ ปีเดียวก็มีความหมายมากแล้ว อีกอย่างมี 3G แล้ว จะไป 4G ก็แค่เพิ่มเสาอากาศ ซึ่งลงทุนไม่เยอะ
- 3G จะฆ่าบรอดแบนด์มีสายไหม
แบบมีสายจะโฟกัสในกรุงเทพฯ ซึ่งยังเป็นพื้นที่เติบโตได้อีก เรามีขีดความ สามารถจำกัดในเรื่องการลงทุน ถ้ารัฐบาลอยากให้บรอดแบนด์แบบมีสายครอบคลุมทั่วประเทศ ต้องมีแผนในภาพรวมเพื่อ ผลักดัน เพราะลงทุนเยอะมาก ถ้าเราไปเองก็จะโฟกัสตามหัวเมืองเป็นหลัก
เทคโนโลยีมีสายกับไร้สาย เป็นอะไรที่เติมเต็มกันและกันมากกว่า
|
|
| |
|
|
|