หน้าแรก | ลงโฆษณาฟรี l หางาน l คอมพิวเตอร์ l เว็บบอร์ด | ตลาดออนไลน์ | อัตราค่าลงโฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ของฅนเชียงใหม่ ขายส่งผ้าพันคอราคาถูก
พื้นที่โฆษณา 1,500 บ./เดือน โทร.080-500-1180

หน้าแรก » เว็บบอร์ด
ห้องแก๋งโฮ๊ะ
เว็บบอร์ด » ห้องแก๋งโฮ๊ะ
รายละเอียดของห้อง : พูดคุยกันเรื่องทั่วๆ ไป, สัพเพเหระ, อยากถาม อยากตอบ
กระทู้ที่ตอบกลับล่าสุด | สร้างกระทู้ใหม่ | ดูกระทู้ทั้งหมด | ค้นหากระทู้ :
ตำนานเมืองลี้ เจ้าแม่จามะรี วีรสตรีเมืองลี้ (อาณาจักรโบราณแห่งเมืองหริภุญชัย)

แชร์หน้านี้ ไปยัง facebook ตอบกลับกระทู้นี้ VV กดถูกใจกระทู้นี้ VV
ตำนานเมืองลี้ เจ้าแม่จามะรี วีรสตรีเมืองลี้ (อาณาจักรโบราณแห่งเมืองหริภุญชัย)
โพสต์โดย โน้ต cmprice , วันที่ 09 ธ.ค. 57 เวลา 23:40:33 IP: Hide ip    


กด like เพื่อติดตามข่าวสารดีๆ
จาก cmprice.com
VVVVVV
ลิงก์ผู้สนับสนุน

ลิงก์ผู้สนับสนุน


 

© เนื้อหาข่าว/กระทู้

 

 

ตำนานเมืองลี้

 เมื่อก่อน พ.ศ. ๑๘๐๐ คนไทยที่อยู่อาศัยอยู่ในอาณาจักรน่านเจ้าถูกศัตรูรุกราน จึงได้พากันอพยพหนีจากที่อยู่เดิมลงมาทางทิศใต้ ในครั้งนั้นได้มีคนไทยกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยศึกมาจากทางแคว้นหลวงพระบาง ลงมาสู่แคว้นลานนา ในกลุ่มดังกล่าวมีพระนางจามะรีเป็นหัวหน้า มีท้าวพวงมหาด หรือปวงมหาด ซึ่งเป็น ผู้สนิทใกล้ชิดเป็นผู้นำทางโดยมีช้างเป็นพาหนะพาไพร่พลเมืองหนีภัย



ล่องลงมาเรื่อยๆ ตามแนวเมืองฝางปัจจุบัน เลียบเลาะมาตามแม่ระมิงค์ (แม่ปิง) ถึงดอยแห่งหนึ่งในเขตจอมทอง ช้างทรงของพระนางจามะรี ได้ออกวิ่งจากดอยลงสู่แม่น้ำ เพื่อจะข้ามไปสู่ฟากข้างหน้า ดอยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า "ดอยหล่อ" อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันนี้ ช้างทรงได้นำขบวนอพยพเข้าสู่เขตเมืองหริภุญไชยตอนใต้ เลียบไปตามป่าดงพงไพรไปทางทิศตะวันออก ช้างพาเดินลัดตัดตรงไปที่ดอยแห่งหนึ่งและพาเลาะรอบใกล้เชิงดอยนั้น ต่อมาดอยนั้นเรียกชื่อว่า ดอย "แม่รอบ" หรือ "แม่ลอบ" แล้วพาเดินมุ่งหน้าไปทางทิศใต้สู่ขุนลำน้ำลี้ (ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้มีชื่อว่าน้ำลี้) ซึ่งเทือกเขายาวติดต่อกันสลับซับซ้อนผู้คนพลเมืองที่เดินติดตามมาต่างก็ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนต้องหายใจออกทางปากและเปล่งเสียง "หุย หุย" "ฮุ่ย ฮุ่ย" ตลอดทาง ต่อมาภายหลังที่นั้นได้ชื่อเรียกว่า "ดอยอีฮุ่ย" ขบวนได้เดินทางต่อมาอีกระยะหนึ่งก็ได้มีการหยุดพักไพร่พล และได้ทำการซ่อมแซมเครื่องทรงที่ชำรุดเสียหายจากการเดินทางมาไกล ณ ที่หยุดพักซ่อมแซมเครื่องทรงนี้ต่อมาได้เรียกชื่อว่า "แม่แซม" หรือ "แม่แสม" หลังจากที่ได้หยุดพักและทำการซ่อมแซมเครื่องทรงช้างแล้ว ก็เดินทางต่อมาอีกครึ่งวันก็ได้หยุดพักช้าง และพักพลท้าวปวงมหาดได้พยายามบังคับช้างให้หมอบลง เพื่อจะได้ปลง (ปลด) เครื่องช้าง แต่ช้างไม่ยอมหมอบ ท้าวปวงมหาดได้ให้ควาญช้างบังคับช้าง โดยใช้ขอเหล็กกระทุ้ง (ต๊ง) หัวช้างเพื่อให้ช้างหมอบได้พยายามอยู่เป็นเวลานาน ช้างจึงยอมหมอบลง และก็ได้มีการพักไพร่พล ณ ที่แห่งนั้นต่อมาได้ชื่อว่า "ต๊งหัวจ๊าง" คือทุ่งหัวช้างหรือ อำเภอทุ่งหัวช้าง ในปัจจุบัน หลังจากพักไพร่พลแล้ว ก็ได้เดินทางต่อมาทางทิศใต้ พอมาถึงใกล้ลำห้วยแห่งหนึ่ง ช้างทรงได้ตกใจออกวิ่งจนกระเดง (กระดึง) ที่ผูกคอช้างหลุดออกจากคอช้าง ภายหลัง ณ ที่นั้นได้ชื่อว่า "แม่ปันเดง"

เมื่อเดินทางต่อมาอีกระยะหนึ่ง จึงหยุดพักแรมอีกขณะที่หยุดพักแรมอยู่นั้น ท้าวปวงมหาดได้ออกแอ่วล่าสัตว์ แล้วถูกอสรพิษกัดถึงแก่ความตายพระนางจามะรีจึงให้ปลงศพท้าวปวงมหาด ณ ที่นั้น ซึ่งภายหลังต่อมาที่นั้น ได้ชื่อว่า "บ้านปวง" และ ที่ปลงศพก็คือที่ตั้งวัดแอ่ว หรือ "วัดแอ้ว" ในปัจจุบัน

เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับหัวหน้าผู้นำทางเช่นนั้น พระนางจามะรีก็ไม่สามารถจะตัดสินใจทำประการใด จึงได้ทำการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพาอารักษ์ ขอให้นำช้างทรงไปสู่สถานที่ที่สมควรแก่ลูกหนึ่ง ช้างทรงได้หันกลับคืนหลัง แต่แล้วช้างก็หันกลับเดินทางต่อมาอีก ดอยลูกนั้นได้ชื่อว่า "ดอยคืน" การเดินทางขึ้นดอยลงห้วย ด้วยความเหน็ดเหนื่อยช้างได้หยุดเดินแล้วตะแคงสีข้างหยุดอยู่กับฝั่งลำห้วย แห่งหนึ่ง ณ ที่นั้นต่อมาได้ชื่อว่า "ตาแคง" หรือ "นาแคง" ในปัจจุบัน เมื่อเห็นความเหน็ดเหนื่อยของช้างและไพร่พล


พระนางจามะรีจึงให้หยุดพักและให้ไพร่พลนำเอาก้อนหินมาวางซ้อนกันข้างก้อน หินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่ เพื่อทำเป็นแท่นบูชาได้จัดเครื่องบวงสรวงอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สอง ณ ที่นั้นยังปรากฏก้อนหินตั้งอยู่และได้ชื่อว่า "ผายอง" (อยู่ห่างจากบ้านนากลางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) เสร็จแล้วก็ได้ออกเดินทางต่อ ช้างได้นำเดินทางมาอีกระยะหนึ่งถึงลำน้ำแม่ลี้ ได้เกิดอาเพศโพงป่าหลอก (คือ ภูต หรือ ผีป่า) ทำให้ช้างสะดุ้งตกใจ ที่แห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า "โพงหลอก" หรือ “โป่งหลอก" ในปัจจุบัน เมื่อช้างตกใจได้พาหก (วิ่ง) ย้อนไปทางทิศใต้อีก ณ ที่นั้นต่อมาภายหลังได้ชื่อว่า "ปาหก" หรือ "ป่าหก" ขณะที่วิ่งช้างวิ่งไปเรื่อยๆ นั้นทำให้เครื่องประดับช้างบางส่วนที่ทำด้วยทองคำเป็นพวงหลุดหล่นตกลงมาต่อ มาที่นั้นได้เรียกว่า “พวงคำ" หรือ "ปวงคำ" ช้างได้ไปหยุดยืนอยู่ที่สบน้ำลำห้วยแห่งหนึ่ง ไพร่พลได้ตามไปทัน ช้างก็ได้หันกลับไปทางทิศเหนืออีก แล้วเดินลัดเลาะไปตามป่าและเชิงดอย ช้างเดินไปตามลำห้วยแคบๆ ไพร่พลก็เดินตามกันไปเป็นสาย ห้วยนั้นจึงได้ชื่อว่า "ห้วยสาย" ช้างได้เดินล่องไปตามลำห้วยจนถึงสบห้วยที่ต่อกับลำน้ำลี้ที่ตรงนั้นได้ชื่อ ว่า “ฮ่อมต่อ" หรือ "ฮ่อมต้อ" ช้างได้หยุดอยู่ ไพร่พลทั้งหลายก็ได้หยุดพักรวมกันอีกครั้งหนึ่ง

พระนางจามะรีจึงได้ทำพิธีบวงสรวงอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สาม โดยขอให้เทพาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ช่วยเหลือให้ได้สร้างบ้านแป งเมือง โดยมีคำอธิษฐานว่า "กันว่าได้สร้างบ้านแปงเมืองด้วยเถิด” ได้หลีกลี้หนีภัยแต๊ๆ ขอเทพาอารักษ์ได้โปรดนำช้างไปสู่ ณ ที่ที่จะสร้างบ้านแปงเมืองด้วยเถิด เสร็จพิธีแล้วช้างก็ออกเดินต่อ

นำขบวนที่ติดตามเลียบเลาะลำน้ำลี้ขึ้นไปทางทิศใต้ แล้วแยกขึ้นไปตามลำน้ำอีกสายหนึ่ง ณ ที่ลำน้ำมาบรรจบกันสามสายนั้นต่อมามีชื่อเรียกว่า "แม่ลี้" "แม่แต๊ะ" และ "แม่ไป" ช้างได้นำเดินขึ้นไปตามลำน้ำแม่แต๊ะ ได้อีกระยะหนึ่งก็เดินตัดขึ้นฝั่งน้ำแม่แต๊ะทางด้านตะวันตกขึ้นไปบนเนินสูง จนถึงบริเวณแห่งหนึ่ง ช้างก็ได้หยุดเดินและทำกิริยาห้าประการ ดังนี้

๑. คู้เข่า หรือหมอบลง

๒. ชูงวงขึ้น ทำลักษณะคล้ายประนมไหว้และโปรดดอกไม้

๓. ส่งเสียงโกญจนาทดังลั่นสั่นสะเทือนทั้งพื้นดินและแผ่นฟ้า

๔. ใช้งาทั้งคู่ปักลงดินเป็นนิมิตหมาย

๕. ลุกขึ้นทำท่าคึกคักขึงขัง เดินรอบปริมณฑลลักษณะทักษิณาวรรตสามรอบ พอสิ้นสุดกิริยาทั้งห้าแล้ว ช้างได้หยุดเดินหมอบลงนอนหันหัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ชูงวงชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับสิ้นใจ (ตาย) ลงในบันดล

ด้วยเหตุเกิดดังนี้ พระนางจามะรีก็ได้ให้ปลดเครื่องช้างออก ให้ไพร่พลหยุดพักอาศัยเป็นการถาวร เมื่อได้หยุดพักอาศัยเป็นเวลาสมควรแล้ว พระนางจามะรีจึงได้พิจารณาบริเวณสถานที่นั้น ปรากฏว่าเป็นพื้นที่อยู่บนที่สูง มีลำน้ำไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออกสายหนึ่ง (คือ ลำน้ำแม่แต๊ะ) ทางด้านทิศตะวันตกก็มีลำน้ำไหลผ่านอีกสายหนึ่งอ้อมไปทางทิศเหนือไปบรรจบกับ ลำน้ำแม่แต๊ะ ส่วนทางทิศใต้เป็นแนวป่าไกลออกไปกว้างใหญ่ เมื่อได้พิจารณาทำเลเป็นที่รอบคอบแล้ว พระนางจามะรีได้สั่งให้ไพร่พลทำการแผ้วถางพื้นที่ทั้งในและนอกบริเวณที่ช้าง ได้เดินเป็นทักษิณาวรรต พร้อมกับป่าวประกาศให้ไพร่พลทราบทั่วกันว่า ได้กำหนดการสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น ณ ที่นี้ เมื่อไพร่พลได้ทำการแผ้งถางและทำที่อยู่อาศัยเป็นการถาวรขึ้นแล้วต่อจากนั้น ก็ได้ร่วมกันปรับพื้นที่บริเวณที่จะสร้างเมืองขึ้น โดยทำการขุดคูคลองทางเดินทิศใต้ตั้งแต่แนวฝั่งลำน้ำแม่แต๊ะ ตัดไปทางทิศตะวันตกจดลำห้วยเวียง ส่วนทางทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ และด้านทิศตะวันตกมีลำน้ำห้วยเวียงและลำน้ำแม่แต๊ะเป็นลักษณะคูธรรมชาติอยู่ แล้ว พระนางจามะรีได้ให้ทำฝายกั้นลำน้ำลำน้ำห้วยเวียงและลำน้ำแม่แต๊ะเป็นลักษณะ คูธรรมชาติอยู่แล้ว พระนางจามะรีได้ให้ทำฝายกั้นน้ำลำน้ำห้วยเวียงและลำน้ำแม่แต๊ะ เพื่อให้เกิดน้ำขังเป็นลักษณะคูล้อมรอบเมืองที่สร้างขึ้น ทั้งยังเป็นการกักเก็บน้ำไว้ให้ไพร่พลเมืองได้ใช้อีกด้วย

ต่อจากนั้นได้มีการสร้างที่ประทับและสร้างบ้านเรือนสำหรับข้าราชการ บริพารผู้ใกล้ชิดในตัวคูเมือง พร้อมกับสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งมีทั้งวิหารและเจดีย์ในเมือง ส่วนไพร่พลนอกนั้นก็ให้สร้างบ้านเรือนอยู่นอกเมืองทั้งสี่ด้าน บนคันคูเมืองด้านในได้ก่อกำแพงด้วยอิฐดินเผา มีป้อมปราการ และประตูเมืองตามแบบของการสร้างเมืองสมัยโบราณ นอกจากนี้ได้มีการปลูกกอไผ่เป็นแนวตามกำแพงเมืองอีกด้วย ประตูเมืองสร้างขึ้นมี ๓ ประตู คือ ประตูด้านทิศเหนือมีป้อมยามรักษาที่ใกล้กับป้อมยามนั้นมีหนองน้ำขนาดใหญ่ อยู่ ซึ่งต่อมาได้เรียกชื่อหนองน้ำนั้นว่า "หนองป้อม" ประตูที่สองอยู่ทางทิศใต้ ประตูที่สามอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งทางด้านตะวันออกนั้นพื้นที่จะลาดต่ำลงไปถึงลำน้ำแม่แต๊ะ ทางฟากตะวันออกของลำน้ำแม่แต๊ะ จะเป็นพื้นที่ราบต่ำ มีพื้นที่กว้างขวาง ให้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของไพร่พลผู้คนที่ติดตามมา ทั้งยังได้มีการกำหนด และสร้างที่ที่ประชาชนพลเมืองจะได้มาใช้เป็นที่แลกเปลี่ยนซื้อขายเป็นลักษณะ ตลาดขึ้นอีกด้วย ต่อมาภายหลังพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นที่ทำนา จึงได้ชื่อว่า “ทุ่งกาด"

ในการสร้างบ้านเมืองขึ้นมานั้น พระนางจามะรีได้ก่อสร้างอาคารซึ่งมีทั้งปราสาทราชวัง ที่อยู่อาศัยสำหรับไพร่พลที่สำคัญดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ยังได้สร้างวัดไว้ที่นอกเวียงอีกคือ

๑. วัดพระเจดีย์ห้าองค์ ได้สร้างวิหารและเจดีย์มีลักษณะเป็นห้ายอดตามกิริยาทั้งห้าของช้างที่ได้ แสดงให้ประจักษ์ (ปัจจุบันคือ วัดพระธาตุห้าดวง)
๒. วัดแท่นคำ สร้างขึ้นไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมือง (ปัจจุบันปรากฏซากฐานรากสิ่งก่อสร้างวัดที่ถูกถนนพหล-โยธินตัดผ่าน)
๓. สร้างวัดลี้หลวง (ปัจจุบันอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลลี้ อำเภอลี้)
๔. สร้างวัดโปงกาง หรือวัดโปงก้าง ทางทิศใต้ของวัดพระธาตุห้าดวง (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ยังไม่ได้รับการบูรณะหรือสร้างขึ้นมาใหม่)

นอกจากนี้ได้มีการขุดสร้างหนองน้ำขนาดใหญ่ที่กลางทุ่งนา ณ ที่หนองน้ำนี้มีชื่อเรียกภายหลังว่า "หนองเจนเมือง" เมืองและที่อยู่อาศัยที่พระนางจามะรีสร้างขึ้นนี้ มิได้สร้างเสร็จภายในเร็ววัน คงต้องใช้เวลานานพอสมควร เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ชื่อว่า "เมืองลี้" (ภาษาถิ่นว่า “เมืองลิ") คือตั้งนามเมืองตามเหตุและลักษณะที่ผู้หลบลี้หนีภัยมา สร้างขึ้นเป็นที่อยู่อาศัยหลบลี้หนีภัยศัตรู

เมืองลี้ได้เจริญรุ่งเรืองตลอดสมัยพระนางจามะรี สิ่งก่อสร้างต่างๆ แม้เมื่อเมืองลี้ร้างไปนานแล้ว ก็ยังปรากฏหลักฐานอันเป็นซากสิ่งก่อสร้างอยู่ ทั้งซากแนวกำแพงเมือง แนวคูเมืองซากวัดวาอารามซึ่งซากสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีอิฐดินเผาก้อนขนาด ใหญ่

พระแม่จามะรี ยังมีนามอีกนามหนึ่งที่ไพร่ฟ้าประชาชนเรียกว่า "เจ้าเจนเมือง" เมื่อสิ้นสมัยพระนางจามะรีแล้วก็ได้มีผู้เป็นเจ้าเมืองปกครองเมื้องลี้ต่อมา อีกคือ

๑. เจ้าอุ่นเมือง (เป็นองค์ที่ ๒)
๒. เจ้าจองสูง (เป็นองค์ที่ ๓)
๓. เจ้าข้อมือเหล็ก (เป็นองค์ที่ ๔)
๔. เจ้าปูเหลือง (เป็นองค์ที่ ๕)
๕. เจ้านิ้วมืองาม (เป็นองค์ที่ ๖)

ในสมัยที่เจ้านิ้วมืองามเป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองลี้อยู่นี้ ได้มีกองทัพสุโขทัยยกมาตระเวนดูกำลังไพร่พลและที่ตั้งของเมืองลี้ เพื่อจะโจมตีเอาเป็นเมืองอยู่ในเขตการปกครองของสุโขทัย ปรากฏว่าเห็นที่ตั้งเมืองเป็นที่แน่นหนา ไม่อาจสามารถโจมตีด้วยกำลังคนที่มาดูได้ เนื่องจากเมืองลี้มีป้อมปราการกำแพงเมือง คูเมือง ที่ล้อมรอบแน่นหนา นอกจากนี้ยังมีกอไผ่ที่ปลูกขึ้นโดยรอบเป็นแนวรอบเมืองอย่างหนาแน่นอีกด้วย หน่วยตระเวนสุโขทัยจึงได้ยกไพร่พลกลับสุโขทัย เพื่อวางแผนการโจมตีเมืองลี้ในโอกาสต่อมา แล้วอีกไม่นานกองทัพสุโขทัยก็ได้ยกมาตั้งอยู่นอกเมืองทำทีเหมือนจะยกพลเข้า โจมตีเมือง และได้ใช้ปืนยิงเข้าไปในตัวเมือง ลูกกระสุนปืนที่ใช้ยิงเข้าไปในเมืองและในกอไผ่ทั่วไปนั้น ส่วนหนึ่งทำด้วยเงินก้อน ฝ่ายสุโขทัยได้ระดมยิงลูกกระสุนเงินเข้าไปในเมืองและกอไผ่ทั่วทุกด้านแล้ว จึงได้ยกทัพกลับไปภายหลังจากที่กองทัพสุโขทัยกลับไปแล้ว ชาวเมืองเก็บได้ก้อนเงินที่ฝ่ายสุโขทัยทำเป็นลูกกระสุนยิงตกอยู่ทั่วไป ต่างพากันตื่นเต้นเที่ยวเก็บก้อนเงินเป็นการใหญ่ จนถึงกับตัดฟันต้นไม้ไผ่ เพื่อแผ้วถางเก็บเอากระสุนก้อนเงิน ทั้งที่ตกอยู่ในกอไผ่และฝังดินอยู่ตามลำไม้ไผ่ จนไม้ไผ่ถูกตัดฟันลงไปหมดโดยหาเฉลียวใจไม่ว่า ความอยากได้เช่นนั้น จะเป็นภัยร้ายแรงแก่บ้านเมืองและตัวเองอย่างไร เมื่อกองลาดตระเวนสุโขทัยยกมาอีกครั้งหนึ่ง หลังฤดูแล้งผ่านไป ฝ่ายสุโขทัยจึงได้ลอบเข้าเผาไม้ไผ่ที่ถูกตัดฟันทิ้งแห้งอยู่ ไฟก็ได้ลุกไหม้ทั้งไม้ไผ่และเผาบ้านเมืองจนวอดวาย นอกจากนี้ฝ่ายกำลังสูโขทัยยังใช้ปืนยิงเข้าใส่ผู้คนพลเมืองที่แตกกระสานซ่าน เซ็นอีกด้วย เจ้านิ้วมืองามถูกกระสุนตามร่างกายและถูกนิ้วมือขาดถึงแก่พิราลัย

เมื่อทัพสุโขทัยตีเมืองได้สำเร็จก็ได้กวาดต้อนผู้คนและขนทรัพย์สินไปยัง สุโขทัยเมืองลี้จึงได้กลายเป็นเมืองร้างไปตั้งแต่นั้นมา ส่วนผู้คนพลเมืองที่หลบหนีไม่ถูกกวาดต้นไปก็ต้องไปหาที่อยู่อาศัยตามที่ ต่างๆ กระจัดกระจายจนไม่อาจที่จะรวมตัวกันทำประการใดๆ ได้

 

 แสดงโฆษณา

 


Copy Link : ท่านสามารถ copy ลิงค์ของข่าวนี้เพื่อเผยแพร่ต่อได้
แชร์หน้านี้ ไปยัง facebook ตอบกลับกระทู้นี้ VV กดถูกใจกระทู้นี้ VV


ลิงก์ผู้สนับสนุน

ลิงก์ผู้สนับสนุน

 

 

 

 

 



แจ้งลบกระทู้นี้

อ่าน 5082

แสดงความคิดเห็น โดย โน้ต cmprice IP: Hide ip , วันที่ 09 ธ.ค. 57 เวลา 23:40:33
 

 

พื้นที่โฆษณาจำหน่าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทอมือ ราคาส่ง ราคาถูก เริ่มต้นที่ 25 บาท/ผืน ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%พื้นที่โฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในเชียงใหม่ !!! เห็นชัด เห็นบ่อย ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพียง 1500 บาทต่อเดือน
สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ติดต่อ 080-500-1180 หรือ ส่งข้อความเพื่อติดต่อที่นี่

 

 
กรุณาอ่าน
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถ ระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและ ศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ info@cmprice.com เพื่อให้ผู้ควบคุม ระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
 
 
 


ปิดโฆษณานี้X

ผ้าพันคอราคาถูก

ปิดโฆษณานี้X

พื้นที่โฆษณาจำหน่าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าฝ้ายทอมือ ราคาส่ง ราคาถูก เริ่มต้นที่ 25 บาท/ผืน ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%พื้นที่โฆษณา
www.cmprice.com เว็บไซต์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในเชียงใหม่ !!! เห็นชัด เห็นบ่อย ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพียง 1500 บาทต่อเดือน
สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ติดต่อ 080-500-1180 หรือ ส่งข้อความเพื่อติดต่อที่นี่

 


หน้าแรก l หางานเชียงใหม่ | ตลาดออนไลน์ | เว็บบอร์ด | อัตราค่าลงโฆษณา | ลงโฆษณาฟรี ประกาศฟรี | ติดต่อเรา


เพื่อนบ้านเราทั้งหมด วิธีแลก Link

© cmprice.com since 14 Jan 2005
E-mail: info@cmprice.com
FaceBook : facebook.com/cmprice.fc
TEL. 08-0500-1180
Line id: cmprice









www.cmprice.com ที่นี่มีสิ่งดีๆ รอคุณอยู่
ผู้สนับสนุน แบบพิเศษ

บ้านหนองช้างคืน | ผ้าพันคอราคาถูก | ของชำร่วย | ลงโฆษณาฟรี ประกาศฟรี